เคล็ด(ไม่)ลับดูแลเด็ก LD : โรคมีปัญหาการเรียน

มีคำถามถึงพ่อแม่ที่กำลังมีลูกวัยกำลังซน ยังเรียนชั้นประถมว่า ลูกของคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ ประเภทลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ม-น, ภ-ถ, ด-ค, พ-ผ, b-d, p-q, 6-9 สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง

หากมีอาการอย่างที่ว่า พึงรับรู้ว่าลูกของคุณเข้าข่ายภาวะ LD หรือเรียกว่า ภาวะการเรียนบกพร่อง (Learning Disorders – LD) อาการรวมๆของ LD คือ สมาธิไม่ดี เขียนตามแบบไม่ค่อยได้ทำงานช้า การวางแผนงานและจัดระบบ (organize) ไม่ดี ฟังคำสั่งสับสน

ผศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หน่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลศิริราช ระบุว่า โรคแอลดีเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของปัญหาการเรียนบกพร่อง เกิดจากความบกพร่องของกระบวนการเรียนรู้ ที่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง ทำให้ความสัมฤทธิผลด้านการเรียนต่ำกว่าความเป็นจริง โดยความบกพร่องนี้อาจเกิดขึ้นเฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง เช่น การอ่าน การเขียน การสะกดคำ การคำนวณ หรือหลายๆด้านร่วมกัน

“ประมาณว่า 1 ใน 10 ของเด็กทั่วไปมีปัญหาการเรียนจนต้องได้รับการศึกษาพิเศษและเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กจำนวนนี้มี LD การศึกษาของเด็กในวัยเรียนพบว่าร้อยละ 6-10 จะมี LD เด็กชายจะมีปัญหาได้บ่อยกว่าเด็กหญิงในอัตราส่วน 4:1 สาเหตุจากความผิดปกติของการทำงานของสมอง สมองไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ เช่น เชื่อมโยงภาพตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้ และจากกรรมพันธุ์”

นพ.ชาญวิทย์ อธิบายเพิ่มว่า LD มี 4 ประเภท คือ 1.LD ด้านการเขียนและสะกดคำ 2.LD ด้านการอ่าน 3.LD ด้านการคำนวณ และ 4.LD หลายๆ ด้านร่วมกัน เมื่อมีปัญหาส่งผลให้เด็กจะมีพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการอ่านการเขียน ทำสมุดการบ้านหายบ่อยๆ ต่อต้านแบบดื้อเงียบ ดูเหมือนเด็กเกียจคร้าน และไม่มีสมาธิในการเรียน ทำงานช้า ทำงานไม่เสร็จในชั้นเรียน ทำงานสะเพร่า ความจำไม่ดี ได้หน้าลืมหลัง ขาดความมั่นใจ กลัวครูดุ กลัวเพื่อนล้อ ไม่อยากมาโรงเรียน โทษครูว่าสอนไม่ดี เพื่อนแกล้งเบื่อหน่าย ท้อแท้กับการเรียน รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ด้อยกว่าคนอื่น ไม่มั่นใจในตัวเอง มักตอบคำถามว่า “ทำไม่ได้”, “ไม่รู้” อารมณ์หงุดหงิด ขึ้นลงง่าย คับข้องใจง่าย ก้าวร้าวกับเพื่อน ครู พ่อแม่ (ที่จ้ำจี้จ้ำไช)

“โดยทั่วไปเราจะวินิจฉัย LD โดยดูความแตกต่างระหว่างสัมฤทธิผลทางการเรียนกับระดับสติปัญญาของเด็ก โดยถือว่าเด็กจะเป็น LD ต่อเมื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านนั้นๆ ต่ำกว่าระดับสติปัญญา 2 ปี เช่น เด็กอายุ 10 ปี มี I.Q.=100 แต่ปรากฏว่าความสามารถในการอ่านเท่ากับเด็กอายุ 7 ปี หรือ เด็กอายุ 10 ปีที่มี I.Q.=130 แต่ความสามารถในการคำนวณเท่ากับอายุ 10 ปีเป็นต้น ทั้งที่เด็กควรทำได้สูงกว่านั้น”

อย่างไรก็ตาม ในเด็กบางคนที่เป็น LD อาการจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น เชื่อว่าสาเหตุมาจากสมองกลุ่มนี้พัฒนาช้า แต่ในที่สุดก็สามารถพัฒนาไปได้ แต่ในเด็กส่วนใหญ่อาการยังคงอยู่ หากไม่ทำการช่วยเหลือแล้ว การเรียนรู้ที่สับสนและลำบากมักนำไปสู่การล้มเหลวในการเรียนและปัญหาทางอารมณ์ ซึ่งในสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีใครเข้าใจเรื่อง LD มากนักคนที่เป็น LD เลยต้องประสบปัญหา หลายคนปรับตัวไม่ได้และต้องออกจากโรงเรียนบางคนกลายเป็นอันธพาลเกเร บางคนหางานทำไม่ได้ เป็นต้น

นพ.ชาญวิทย์ ชี้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การให้ความช่วยเหลือเด็กเพื่อเขาจะมีพัฒนาการที่ดีและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีขึ้นได้ วิธีการช่วยเหลือเด็ก LD คือ สอนเด็กในช่องทาง (channel) ที่เด็กรับได้ เช่น หากเด็กมีปัญหาในด้านการรับเสียงแต่การรับภาพปกติ ก็สอนโดยใช้ภาพ เช่น ให้ดูรูปมากขึ้น หากเด็กมีปัญหาในการรับภาพ ก็สอนโดยใช้เสียงมากขึ้น เช่น เด็กที่อ่านหนังสือไม่ได้ พ่อแม่ก็อ่านหนังสือให้ฟัง เป็นต้น ใช้วิธีเรียนรู้หลายรูปแบบ (multimodal technique) ตามช่องทางที่เด็กเรียนรู้ได้ เช่น เด็กที่อ่านไม่คล่อง พ่อแม่อาจอ่านหนังสือแล้วอัดเทปไว้ให้เด็กมาเปิดฟัง ถ้าเด็กอ่านข้อสอบไม่ได้ อาจต้องขอให้คุณครูอ่านข้อสอบให้เด็กฟังเป็นพิเศษ

“คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง คือ พยายามใจเย็นๆ เมื่อคุณฟังเด็กพูดหรือรอเด็กเขียน เพราะเด็กอาจจะพูดหรือเขียนได้ไม่คล่องและต้องใช้เวลาสักนิด แสดงความรักต่อเด็ก มองหาจุดแข็งและความสามารถอื่นๆ พยายามสร้างจุดแข็งเหล่านั้นให้ทดแทนความบกพร่องที่เด็กมี อย่าลืมชมเมื่อเด็กทำอะไรได้ดี แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม ยอมรับนับถือในตัวเด็ก ว่าเด็กก็เป็นบุคคลที่มีความหมายและมีสิ่งดีๆ ในตนเองเหมือนกัน”

ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความคาดหวังที่เหมาะสมเมื่อเด็กทำผิด เช่น เขียนผิด อ่านผิด จงอย่าบ่น ช่วยเด็กแก้ไขข้อที่ผิดอย่างอดทน อ่านหนังสือสนุกๆกับเด็ก กระตุ้นให้เด็กถามคำถาม เล่าเรื่องและแสดงความคิดเห็น

นพ.ชาญวิทย์ แนะนำว่า เด็ก LD มักมีปัญหาสมาธิสั้นร่วมด้วย ดังนั้นต้องช่วยเด็กโดยลดสิ่งที่จะทำให้เด็กวอกแวก ให้เด็กมีที่เงียบๆ สำหรับนั่งทำงาน อย่ามีของเล่นมากไป อย่าเปิดโทรทัศน์ หรือวิทยุขณะเด็กทำการบ้าน อย่าสนใจคะแนนมากนัก เพราะเด็กอาจทำคะแนนได้ไม่ดีทั้งๆที่พยายามมากแล้ว ช่วยให้เด็กมีความนับถือตนเองอย่างมั่นคง

ขอบพระคุณข้อมูลดีๆจาก
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000117756


ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 5,546